2 พ.ค. 2558

AK Jr First Impression

สัมผัสแรกกับ เจ้าจ้อย AK Jr (จูเนียร์) ... ขอบอกว่าไม่แตะเรื่องเสียง เพราะว่ามันยังใหม่อยู่ ชิ้นส่วนต่างๆ มันยังทำงานไม่เต็ม 100% และส่วนตัวคิดว่าเสียงตอนนี้ยังไม่ใช่เสียงที่ดีที่สุดที่มันทำได้
คิดว่าหลายๆ คนอยากจะรู้ว่ามันดีมั้ย มันเป็นยังไง น่าซื้อหรือเปล่า ... มาลองดูเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของเสียงก่อนละกัน
หลังจาก จับๆ ลูบๆ คลำๆ มาหลายชั่วโมง รู้สึกได้ว่า "ไอ้เจ้านี่มันก็มีเสน่ห์แฮะ"
หมายเหตุ เครื่องที่นำมาถ่ายรูปเป็นเครื่องเดโม ส่วนเครื่องที่วางจำหน่ายจะไม่มีไอ้คำว่า "DON'T LOOK DOWN" ด๋อยอะไรด้านล่างเครื่องนะ
UI ใช้ง่าย ปุ่มใหญ่ กดผิดยาก

รูปลักษณ์ ที่ไม่น้อยหน้ารุ่นใหญ่

ถ้าจะให้นิยามงานดีไซน์ของ AK Jr ออกมา 3 คำ คงจะได้เป็น "บาง - เบา - คม"
มันถูกออกแบบมาไม่ให้แฟนๆ ที่ใช้มันรู้สึกน้อยใจ เพราะจัดเต็ม หน้าจอสัมผัส หน่วยความจำ 64GB (เพิ่มได้อีก 64GB) ฝาหลังทำออกมาเหมือน AK100-II และ AK120-II
เทียบขนาด AK Jr. กับ iPhone 6 
น้ำหนักเบา พอๆ กับ iPhone 6 เรียกว่าเบาหวิวเลยดีกว่า
หน้าจอสัมผัสทำออกได้ดี ตอบสนองดี ในบางช่วงของการใช้งานอาจจะไม่ได้ไวเหมือนรุ่นใหญ่ๆ แต่อันนี้พอเข้าใจได้ ส่วนความละเอียดของจอถือว่าดี ชัดเจน ถึงอาจจะไม่ได้ละเอียดเหมือนรุ่นแพงๆ แต่ก็มองแล้วสบายตา
โดยส่วนตัวผมชอบ UI ของรุ่นนี้มากกว่ารุ่นแพง เพราะใหญ่ มาแบบเน้นๆ ดี ชอบ ... เห็นหรูๆ เล็กๆ มาเยอะแล้ว
สำหรับปุ่ม volume ของรุ่นนี้ อาจจะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงงานออกแบบครั้งใหญ่ของ AK ก็ได้ เพราะปกติมันจะเป็นปุ่มหมุนอยู่ด้านข้าง แต่คราวนี้มันหมุนจากด้านหลัง ซึ่งก็เท่ห์ดี และไม่ค่อยมีปัญหาเวลาสอดเข้ากระเป๋ากางเกง ยกเว้นใส่กางเกงแบบขาเดฟรัดไส้ปูด ที่ไม่ค่อยมีปัญหาส่วนหนึ่งคงเพราะเครื่องมันบางด้วย
ตำแหน่งปุ่มอย่างเท่ห์
ตัวเครื่องมาพร้อมปุ่มควบคุมด้านข้าง 3 ปุ่ม ตามมาตรฐาน แต่คิดว่าหลายๆ คนคงจะเลือกใช้หน้าจอเป็นส่วนใหญ่

สวย โฉบ เฉี่ยว ดีทีเดียว
โดยรวมแล้ว AK Jr นี้ถือว่าทำสำเร็จในเรื่อง Product design ทำออกมาได้สุดๆ ไปเลย เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว ขอบมุมคมกริบ สมกับชื่อ Astell & Kern ตัวปุ่มกดมี textile ตอบสนองอย่างดี กดแล้วรู้สึกว่ากดแล้วจริงๆ ปุ่ม volume ก็ทำออกมาได้ดี ไม่หลวมเหมือนรุ่นก่อนๆ

ในส่วนของหน้าจอถือว่าสอบผ่าน ทำออกมาได้ดี ลงตัว ใช้ง่าย ถึงอาจจะไม่ใช่หน้าจอ Hi-Def เหมือนอย่าง Sony NWZ-ZX1 พอดูในส่วน UI รู้สึกได้ว่าเจ้า AK Jr. ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องเล่นสำหรับเล่นเพลงแบบจริงจังเลยทีเดียว

ที่เหลือก็คงจะเป็นเรื่องเสียงสินะ ... ;-)

20 เม.ย. 2558

Cambridge Minx Xi ทำอะไรได้บ้าง

นี่เราก็เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคของเพลง digital มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ร้านที่ขายแผ่น CD ก็เริ่มหายากขึ้น ส่วนเครื่องเล่นเพลงพวกชุด Combo ที่เล่น CD ได้ก็เริ่มผลิตออกมาขายน้อยลงเหมือนกัน

ก้าวถัดไปของการฟังเพลงแบบ Casual คงหนีไม่พ้น Streaming

Cambridge Minx Xi เครื่องเล่นเพลง streaming ที่มาแบบครบครัน ... หลายคนบ่นว่าครบเกิน เห็นแล้วงง



จากคำถามที่หลายคนถามมาว่าเจ้า Minx Xi มันทำอะไรได้บ้าง จะให้เขียนลง Facebook ไปท่อนๆ ไปก็คงยิ่งอ่านยิ่งงงกัน เอาเป็นว่าเขียนลง blog ละกัน

Minx Xi ทำอะไรได้บ้าง

หลังจากบูตเครื่องขึ้นมา เราก็จะเจอหน้าจอนี้


Internet Radio

ฟังก์ชั่นแรกของ Minx Xi คือการฟังวิทยุผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก

มีวิธีเลือกคลื่นวิทยุแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน จะเลือกจากประเทศ หรือว่าแนวเพลง หรือค้นจากชื่อสถานีวิทยุก็ได้


Streaming Services

สำหรับใครที่ฟังเพลงแบบเหมาจ่ายรายเดือน ก็ต้องนี่เลย บริการที่คนไทยรู้จักเยอะหน่อยน่าจะเป็น Pandora

แล้ว Deezer, Spotify มันหายไปไหน?

ในส่วนนี้คิดว่าในอนาคตน่าจะมานะ เพราะอัพเดตไม่ยาก แค่อัพ firmware ก็ได้แล้ว ไม่ยาก


USB, UPnP Media 

อันนี้สำหรับคนที่ต้องการเล่นไฟล์ตรงๆ ถ้าเน้นง่ายหน่อยก็คือเล่นเพลงจาก USB drive ซึ่งรองรับไฟล์ flac 24/192 ด้วย

หรือถ้าเป็นคนที่เก็บไฟล์ไว้บน NAS ก็สามารถเล่นไฟล์เพลงได้โดยตรงจาก NAS เลย ขอให้เปิด UPnP Server ไว้ก็พอ

ผมว่าฟังก์ชั่นนี้หลายคนน่าจะชอบ เพราะได้ฟังเพลงที่ตัวเองชอบโหลดได้รวดเร็วไม่ต้องรอสตรีม และได้เสียงแบบ Hi-Res ด้วย


Analog / Digital Input

ฟังก์ชั่นฟังเพลงสำหรับคนที่ไม่อยากโหลดเพลง ไม่อยากเปิดจากไฟล์

ตัว Minx Xi รองรับ input อยู่ 4 ช่อง เป็น Analog-in 2 ช่องทาง, Optical-in และ Coxial-in


นอกจากที่ว่าก่อนหน้านี้ก็จะเป็นส่วนของ Podcasts (ไม่ได้ยินมานานแล้ว) แล้วก็ Bluetooth


โดยส่วนตัวผมว่า Minx Xi รองรับ input ได้หลากหลายมาก แทบจะทุกอย่างที่นึกออก 

อย่างนึงที่มันขาดเห็นจะเป็น USB DAC แต่ถ้าดูจากการใช้งานแล้ว Minx Xi ถูกออกแบบว่าไว้สำหรับแทนที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมก็ใช้งานได้ ไม่วุ่นวาย ก็เลยไม่จำเป็นต้องมี USB DAC ไว้

ส่วนถ้าใครอยากเอาเครื่องคอมไปวางข้างแล้วก็กับ Minx Xi ก็สามารถต่อผ่าน Optical-in ได้นะ

18 เม.ย. 2558

[UNBOXING] SONY PHA-1A เปิดกล่อง DAC/Amp ใหม่ ราคาสุดจี๊ด

มัน มา แล้ว


รอกันมาหลายเดือน มาซะที 

Sony PHA-1A อุปกรณ์ DAC/Amp ขนาดเล็กจิ๋วๆ รูปทรงโค้งมน เบา กำลังดี มันสามารถดึงสัญญาณ digital จากอุปกรณ์ได้แทบทุกชนิด เช่น iDevices, Android (OTG), PC และ Mac

ช่องต่อเพียบ แต่ราคาต่ำกว่าหมื่น

กล่องหน้าตามาตรฐาน สไตล์ Sony 
ความรู้สึกในการเปิดกล่อง ดีเลยนะ กระชับ แน่นหนา มาพร้อมการ์ดสำหรับดาวน์โหลดเพลง Hi-Res เอาไว้ลองเครื่อง
เปิดด้านข้างก็จะเห็นคู่มือเล่มหนาปึ้ก (คาดว่าจะได้อ่านเวลามีปัญหา)
ขอบงี้เนี๊ยบเลย มาพร้อมวงกลมทอง "Sony Style" แท้ๆ


อุปกรณ์ในกล่อง ให้มาอย่างครบครัน

ด้านท้ายเครื่องจ้า

ความยาวกำลังดี พอดีมือ

หน้าตาหล่อเหลาเอาเรื่องเหมือนกัน

ยังไม่เคยเห็นยี่ห้อไหนเข้าใจคิดขนาดนี้ นี่มันคือ แผ่น rubber mat สำหรับรองแอมพ์ 555 อุบ๊ะ
PHA-1A ราคา 9,990 บาท จ้า

ทดสอบ Sony PHA-1A ได้แล้ววันนี้ที่ JABEN Headphone Store ชิดลม เนอะ

หูฟัง 18 แบรนด์ เรียงตั้งแต่ “นี่มันอัลไล” ไปยัน “ขั้นเทพ” โดย TIME



บทความนี้เป็นการเล่ารายละเอียดจากที่อ่านมาจาก TIME นะ

วิธีที่เค้าใช้จัดอันดับก็มาจากคะแนนในการรีวิวจากเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ และดูจากสเป็คของสินค้าในแต่ละแบรนด์ ซึ่งก็ไม่ใช่การอุปโลกนั่งเทียนเขียนกันมานะ ... เค้าดูกันแบบรวมๆ โดยใช้แบรนด์เป็นหลัก ซึ่งก็แหงล่ะ แต่ละแบรนด์ย่อมมีทั้งรุ่นที่ดีและรุ่นที่ไม่ได้เรื่องเล้ยยย ก็มาดูละกันว่ายี่ห้อไหนรักษาความคงเส้นคงวาไว้ได้บ้าง

“คนเราไม่ได้ซื้อหูฟังจากคุณภาพ แต่เราเลือกมันจากแบรนด์” - ท่าจะจริง


อัตราส่วนของคะแนนในการจัดอันดับก็จะมีดังนี้
  • 75% – expert reviews (CNET, Wired, TechCrunch, What HiFi, Good Gear Guide, PC Mag)
  • 25% – specs and features (frequency, sensitivity, noise canceling, etc.)
ผลที่ได้คือ!?!

รับประกันความแปลกใจ ... ขนาดคนเขียนยังถึงกับขำ


เอาแค่เป่าฟิ้วๆ เอาลมเข้าหูเหรอ ...

18 - Plantronics
17 - Beats by Dre 
16 - Skullcandy 

เอิ่มเสียงเพี้ยนป่าว ...

15 - Koss
14 - Creative
13 - Philips

เสียงดีหรือเปล่านะ ไม่แน่ใจ ...

12 - Bose
11 - Apple
10 - Panosonic

เรามาหยุดกันที่สามกลุ่มจากท้ายตารางกันก่อน ... ต้องบอกว่าทั้งสามยี่ห้อก็มีรุ่นที่ดีหลายรุ่น แต่ท่าทางจะมีรุ่นที่ “ไม่ได้เรื่องเล้ยย” เยอะไปหน่อย พอจับมาเฉลี่ยกันแล้วมันเลยอยู่ในกลุ่มรั้งท้าย

มันหมายความว่ายังไง?

ถ้าจะซื้อหูฟังจากกลุ่มนี้ ต้องเลือกนะ ไปลองฟังกันก่อน อย่าเลือกที่แบรนด์เป็นหลัก เพราะรุ่นดีๆ ก็มี แต่รุ่นที่ไม่คุ้มกับเงินมันมีให้เพียบ

เสียงดีแฮะ ...

9 - Audio Technica
8 - JVC
7 - Sennheiser

กลุ่มนี้เริ่มน่าสนใจ ผลที่ได้เริ่มเป็นไปในแนวทางที่กลุ่มคนเล่นหูฟังหลายคนคาดเดาได้ หูฟังจากทั้ง 3 แบรนด์ มีรุ่นที่เรียกว่า “โดน” อยู่หลายรุ่น จะมีก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้นเองที่หลายคนบ่นว่า “นี่มันมาจากแบรนด์นี้เหรอเนี่ย” ส่วนเหตุผลมีรุ่นเสียงแปลกๆ หลุดออกมานี่ก็สุดแล้วแต่เลย จะเนื่องจากจูนออกมาเพื่อตลาดเฉพาะของบางประเทศ หรือว่าออกแบบมา "เอาใจตลาด” จนเสียผู้เสียคน ก็มีให้เห็นกันบ่อย

เสียงดีมาก ...

6 - AKG
5 - Sony
4 - Pioneer

กลุ่มนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะมีตัวเด่นๆ โดนใจตลาดเยอะมาก อาจจะพอมีหลุดบ้าง แต่ก็มีอัตราส่วนที่น้อยมาก

แต่อันดับ 1 - 3 นี่สิ มัน ...

...

...

...

...

...

สุดยอดแห่งเสียง ...

3 - Klipsch
2 - Grado
1 - Shure

กลุ่มนี้ต้องเรียกว่ามีแนวของตัวเองเด่นชัด อย่าง Shure ก็เน้นสินค้าคุณภาพเพื่อเสียงแบบ Monitor ซึ่งมีรุ่นจำกัด ไม่ทำหูฟังมาเพื่อสาดกระสุนใส่ตลาด ก็ไม่น่าแปลกที่ได้อันดับหนึ่ง หรือ Grado ก็ทำหูฟังมาเป็นแนวทางของตัวเอง ซึ่งมันก็แนวมากๆ คนที่ชอบก็ชอบเลย คนที่ไม่ชอบก็ชัดเจนกันไปเลย ... ส่วน Klipsch นี่ถือว่ามีครบทั้งคุณภาพเสียง และรุ่นให้เลือกหลายรุ่น หรือเรียกอีกอย่างว่ามัน “ตลาด” ที่สุดใน 3 แบรนด์นี้แล้ว

อ่านมาจนจบแปลกใจกันหรือเปล่าว่าทำไมผลที่ได้มันไม่เห็นเหมือนกับที่เว็บรีวิวส่วนใหญ่ในไทยอวยกัน?

ต้นเรื่องจาก TIME.com - http://time.com/74886/best-headphones/


3 เม.ย. 2558

[UNBOXING] เปิดกล่อง CEntrance Mini M8

รอกันมานานน๊านนาน มาซักทีจะเจ้า Mini M8

Mini M8 เป็น DAC/Amp ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ที่หลายคนเรียกหา ว่าเจ้า HiFi-M8 มันใหญ่เกิน เสียงดีจริง แต่ใหญ่ไป พกลำบาก แต่ก็เพราะเค้าออกแบบตัว HiFi-M8 มาเพื่อใช้งานกับหูฟังใหญ่บึ้ม กึ่งตั้งโต๊ะ มันก็เลยใหญ่

Mini M8 เน้นที่ความเป็นเครื่องพกพา เบา จับง่าย แต่ยกเครื่องใหม่ มาพร้อม DSD Playback และ Digital-input 4 แบบ, analog output 2 แบบ และเสียงแบบ analog สไตล์ HiFi-M8 เปี๊ยบ

กล่องสวยงามกว่าเก่ามาก ดำ กริบเลย



ของข้างในอัดแน่นแบบมะกันแท้ๆ 


Adapter รุ่นนี้ รับประกันเลยว่าชาร์จได้เร็วปรู๊ด

จากซ้ายไปขวา : USB DAC input, iDevice input, ที่ชาร์จไฟ, สวิทซ์ปิดเปิด และเลือก input

จากซ้ายไปขวา : ช่อง Coaxial / Optical input, วอลุ่ม, สวิทซ์ปรับแรงขับ,
3.5mm unbalanced headphone, Kobicon balanced output


ถึงจะตัวเล็ก แต่ก็ใช้สาย USB B นะ รับรองว่าหาสายได้ง่ายๆ
ส่วนเรื่องเสียงคงต้องรอให้เบิร์นเข้าที่ซะก่อน แล้วจะมาอัพเดต

-Jaben Team

28 ก.พ. 2558

Sennheiser Momentum In-Ear - Moment ของความหวาน มัน สนุก

เดินเข้าออกห้างไหนก็มีหูฟังลำโพงให้เห็นกันเต็มไปหมด เลือกกันแทบไม่ถูกเลย บางรุ่นเสียงดี บางรุ่นสวยมาก ละลานตาไปหมด

โดยส่วนตัวผม หูฟังดีๆ ต้องประกอบไปด้วย ดีไซน์สวย เสียงดี คุณภาพได้ ที่เข้าถึงได้ง่ายฟังก์ชั่นครบ ต้องราคาเข้าถึงง่าย



Momentum กลายเป็นแบรนดิ้งชูโรงไปแล้ว

หลังจากห่างหายจากตลาดคอนซูมเมอร์ไปช่วงนึง Sennheiser ก็กลับมาเปิดตัวหูฟัง in-ear ซีรี่ส์ใหม่โดยใช้แบรนด์ Momentum เป็นตัวชูโรง ถือเป็นการตั้งคอนเซปที่ดีมาก เพราะชื่อ Momentum มีประวัติที่ดีมาตลอด แฟนๆ ก็เยอะ

จุดบรรจบของซีรี่ส์นี้คือ รูปลักษณ์ และ เสียง ที่คนเข้าถึงได้ง่าย

สัมผัมแรกของ Momentum In-ear ทำออกมาได้ตรงจุด ตรงโจทย์แฟน ด้วยเสียงที่มันและมันส์ หวานมีน้ำหนัก ฟังสนุก จะเริ่มจาก Pop ไปจบที่ Jazz หรือ Rock แล้ว J-Pop ก็เข้าแนวและฟังง่าย แต่ก็ยังมีการปรับตัวให้เข้ากับยุค Hi-Res ด้วยการเสริมรายละเอียดเสียงที่เป็นประกาย แบบไม่ยัดเยียด

เป็นคุณภาพเสียงที่มีอะไรให้น่าค้นหา

ของในกล่อง

Momentum In-Ear สีดำผสมแดง สวย ทันสมัย 

มาพร้อมคอนโทรลทอล์ค ใช่ง่าย

แจ็คเล็กเรียว เสียบเข้าเคสได้ทุกเคสแน่นอน

ตัวหูฟังเล็กและเบา ใส่สบายมากๆ 

สายรุ่นนี้ออกทางข้างล่าง ไม่ต้องใส่คล้องหู

[ตอน 2 - การใช้งาน]

ทีมพัฒนาของ Momentum In-ear ดูจะเอาใจใส่หูฟังคู่นี้มากทีเดียว รายละเอียดเล็กๆ น้องๆ มีการเก็บอย่างดี บางจุดที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ความสวยงามก็มีประโยชน์ของมัน



หูฟังคู่นี้ใช้วิธีใส่แบบห้อยลง เน้นการใช้แบบ casual ไม่เน้นแบบ Pro ที่ต้องคล้องสายไว้บนหลังหู ตัวหูฟังและสายมีน้ำหนักเบา ใส่แล้วไม่รำคาญ

การควบคุมเพลง เพิ่มลดเสียง หรือกดรับสายก็ทำได้ง่าย ปุ่มกดกดแล้วไม่ "ป๊อกแป๊ก" ให้ความรู้สึกไฮเอนด์ กดแล้วนุ่มสบาย

สายหูฟังทำออกมาได้ดี สมกับเป็นสินค้าที่มาจากโรงงานขนาดใหญ่ วัสดุดี กำลังผลิตสูง

สายให้มามีความยาวที่ดีมาก สำหรับคนไทยความยาวจะประมาณจากหูไปถึงหัวเข่า จะเสียบกับมือถือแล้วใส่ในกระเป๋ากางเกงก็ได้ หรือจะเอามือถือไว้ในกระเป๋าสะพายก็ใช้งานได้ไม่มีปัญหา อีกอย่างคือสายมีน้ำหนักเบาไม่มีอาการเสียงเหวี่ยงไปมา แล้วก็เกิดปัญหา microphonic น้อยมาก

ความยาวสาย Momentum In-ear ถ้าแบทแทนสูงประมาณชายไทยทั่วไป

ทำไมเค้าไม่ปล่อยสายลงมาตรงๆ ... มันน่าจะมีประโยชน์นะ
จุดที่ทำให้ microphonic ต่ำน่าจะมาจากโครงสร้างของหูฟัง ที่มีติ่งมาจับสายไว้ เลยช่วยลดการสั่นสะเทือนจากสายหูฟังไม่ให้เข้ามาถึงหูฟัง

บางคนอาจจะบ่นว่า control talk ออกจะอยู่สูงไปนิด แต่ก็ใกล้ปากดี ไม่ต้องจับ control talk ขึ้นมาใกล้ปากเวลาคุยโทรศัพท์ให้เมื่อยมือ เสียงไมโครเวลาคุยโทรศัพท์มีคุณภาพดีเหมือนไมค์จากหูฟังชั้นนำอื่นๆ คงต้องยกประโยชน์เรื่องตำแหน่งของไมค์ที่อยู่สูงใกล้ปาก

การใช้งานโดยรวมถือว่าถูกออกแบบมาอย่างดี มีแฟชั่น มีคอนเซปท์ มีสไตล์ ใส่ง่าย ใส่แล้วคนข้างๆ ไม่สงสัยว่าใส่เครื่องช่วยฟัง น้ำหนักของหูฟังและสายถือว่ามีน้ำหนักกำลังดี control talk อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานง่าย

เสียงดี เบสมันส์ ใส่แล้วฮิป ครบเลย

[ตอน 3 - คุณภาพเสียง]

หูฟังตัวนี้ทำออกมาตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ที่ต้องการเสียงเพลงคุณภาพจากมือถือและเครื่องเล่นพกพา

ทันทีที่เปิดเพลงก็จะรู้เลยว่าหูฟังนี้พยายามเก็บความสนุกของตัวโน้ตและทำนองดนตรีออกมาให้เต็มที่สุด เน้นที่การสร้างความอินในอารมณ์มากกว่าที่จะเน้นไปที่รายละเอียดจัดๆ

Momentum In-Ear เสียงชัดเจน แต่ไม่จืด

ถ้าลองพิจารณาเป็นย่านๆ ไป เสียงตัวนี้ก็เข้ากับยุคสมัย Hi-Res ได้เสียงเพลงที่มีประกายฟังง่าย ชัดเจน เสียงร้อง (เสียงกลาง) ให้ความรู้สึกโอบล้อมก้องในหัวแบบที่เค้าเรียกว่า full-body sound และที่เด่นสุดคือระดับเบสที่หนักแน่น เร้าใจ เก็บตัวเร็ว

ฟังแล้ว "มันส์มาก" โดยเฉพาะเพลง R&B และ Rock

แนวเพลงที่เข้ากับหูฟังรุ่นนี้ ก็จะเป็นแนว mainstrem ทั้งหมดไม่ว่าจะ Pop, Rock, Acoustic, Alternative, Progressive, R&B, Hip-hop, Rap, EDM ถ้าเอาไปฟังเพลงแนว Classic เบาๆ ก็ได้อยู่ แต่ถ้าจะฟังลงลึกแบบรายละเอียดจัดๆ หรือ classic จ๋า โดยส่วนตัวคิดว่าคงไม่สุดอารมณ์

หูฟังตัวนี้มี effect อย่างนึงที่ทำออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจคือ กลางแยกระหว่างเสียงแบคกราวด์และเสียงหลัก อย่าง เสียงร้อง หรือ เสียงเครื่องดนตรีหลัก ซึ่งทำออกมาได้ดี เลยทำให้เสียงเพลงมีความอลังการ น่าตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา

สำหรับเรื่องเสียง หูฟังตัวนี้ทำออกมาตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของตลาดชนิดตีโจทย์แตก เป็นหูฟังราคาสี่พันที่มีลูกเล่นให้ "วาว" ตลอดเวลาที่ฟัง เข้ากับเพลง mainstream แทบทุกแนว จะมีจุดด้อยบ้างก็เวลาไปเจอเพลงรายละเอียดจัดๆ เสียงอาจจะบาดหูไปนิดส์ หรือเวลาฟังเพลงคลาสสิคจ๋าเสียงก็ออกจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่คิดว่าคงไม่เป็นปัญหาสำหรับทุกคน


ของแถม 
สำหรับใครที่มี Momentum In-ear ลองเปิดคลิปนี้ เสียงอลังการ effect มาเต็มๆ เหมือนดูหนังในโรงหนังเลย http://youtu.be/I1MzN3Vs4N8

Speaker Basic ลำโพงคือ

หมดหน้านาวแป๊ปๆ ก็ถึงหน้าร้อนเลย เร็วมาก อากาศเริ่มร้อน ไหนจะแดดเอย ลมเอย ร้อนได้ใจจริงๆ วันนี้ต้องไปทำอะไรๆ หลายที่ ไม่อยากร้อนเลยเลือกนั่งรถไฟฟ้าแอร์เย็นเจี๊ยบ


ยืนได้ซักพักก็หยิบเอาหูฟังมาเสียบ เปิดเพลงฟังให้บันเทิงใจ ... ว่าแต่หูฟังมันสร้างเสียงออกมาได้ยังไงกัน?

เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็ง่าย จะเปิดจะค้นอะไรก็ไม่ยากไม่ต้องไปห้องสมุด กดเปิดมือถือ จิ้มที่เบราเซอร์แอพ เปิดไปถามอากู๋แป๊ปๆ ก็ได้คำตอบ

สิ่งที่สร้างเสียงให้หูฟังที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันก็คือ ลำโพง (speaker) หรือที่ทุกวันนี้เราเรียกว่า ไดรเวอร์ (driver) ไอ้นี่นี่ล่ะที่เป็นตัวสร้างแรงสั่นสะเทือนแล้วก็แปลงมาเป็นคลื่นเสียง เป็นเสียงเพลงให้เราได้ยิน

http://eu.audio-technica.com/en/headphone-guide/drivers.asp
ภายในลำโพงก็จะโครงสร้างหลักๆ คือ

  1. แผ่นเยื่อสร้างการสั่นสะเทือน หรือที่เรียกว่า diaphragm 
  2. อุปกรณ์สร้างแรงสั่นสะเทือน ซึ่งใช้แม่เหล็กเป็นตัวขับ

หลักการทำงานของลำโพงแบบเบสิคก็ไม่ซับซ้อน

  1. เราปล่อยกระแสไฟเข้าไปที่แม่เหล็ก 
  2. ตัวแม่เหล็กก็จะไปผลักหรือดูดแผ่น diaphragm ถ้าส่งไฟไปมากแม่เหล็กก็ดูดหรือผลักมาก ปล่อยน้อยมันก็ทำงานน้อย 

กระบวนการง่ายๆ เบสิคๆ แต่ทำให้ดีเยี่ยมต้องใช้เวลานานเลยในการพัฒนา

มันแตกดัง "ผลุบ"
ถ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะถึงบางอ้อว่า อันตรายของการฟังเพลงเสียงดังๆ กว่าที่ควรฟัง มันจะทำให้ลำโพงแตก แล้วก็พาลทำให้แก้วหูแตกด้วยนา เพราะทั้งลำโพงและแก้วหูเรามันมีองค์ประกอบหลักอย่างเดียวคือ เยื่อบางๆ ที่เอาไว้สร้างและรับเสียง

อย่างที่เค้าว่า เยื่อใย ขาดแล้วต่อไม่ติด ... (*^ワ^*)

หูฟังลำโพงขาดเจ๊งซ่อมแล้วซ่อมให้เหมือนใหม่พอได้ แค่เสียตัง แต่แก้วหูขาด หูติง มันซ่อมกลับมาให้เหมือนใหม่ไม่ได้นะเออ

สัญญากับโมเน็ทจังแล้วนะ! :)
Visit http://safelistening.net/en/index.html